วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การเลี้ยงกุ้งขาวกับปลานิลหมั่น ในน้ำจืด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงกุ้งขาว

แยกตามความเค็มของน้ำได้เป็น 2 แบบ คือ

1.       การเลี้ยงกุ้งขาวด้วยน้ำความเค็มต่ำ
การเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่น้ำจืดและในพื้นที่ภาคกลาง ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโดยใช้น้ำความเค็มต่ำ  ภิญโญ (2545) อธิบายถึงรายละเอียดวิธีการเลี้ยงกุ้งขาว ตั้งแต่การเตรียมบ่อ  การให้อาหาร  ตลอดจนการจัดการในระหว่างการเลี้ยง  โดยใช้น้ำความเค็มต่ำมากจนเกือบจะเป็นระดับที่ถือว่าเป็นน้ำจืด  โดยทั่วไปเกษตรกรจะซื้อน้ำเค็มความเข้มข้นสูงจากนาเกลือใส่รถบรรทุกน้ำคันละประมาณ 12-13ตัน ความเค็ม 100-200 พีพีที มาเติมในน้ำจืดเพื่อให้ได้ความเค็มประมาณ 3-4 พีพีที    ส่วนใหญ่จะกั้นคอกก่อน มีการกั้นคอกโดยใช้ผ้าพลาสติกพื้นที่ประมาณ 150 ตารางเมตร ความลึกประมาณ 80 เซนติเมตร   แล้วมีเติมน้ำจากนาเกลือเข้าไปในคอกจนได้ความเค็มประมาณ 8-10 พีพีที   หลังจากนั้นก็จะใช้ลูกกุ้งซึ่งปรับความเค็มจากโรงเพาะฟักมาแล้วโดยลูกกุ้งขาวระยะโพสลาร์วา 10-12 (พี 10-12)มาปล่อยในคอก อนุบาลในคอกประมาณ 3-4 วันก็เปิดคอกออกมา จะอนุบาลในคอกไม่นาน เนื่องจากกุ้งขาวจะกินอาหารเก่ง และว่ายน้ำตลอดเวลาเพราะฉะนั้นจะไม่นิยมอนุบาลนานเกินไป  เพราะอาจจะมีการกินกันเอง    

ภาพที่ 6.44 การปล่อยลูกกุ้งขาวลงในคอกพลาสติก

หนึ่งเกษตรกรจะไม่ทำคอกเหมือนกุ้งกุลาดำ คือเตรียมน้ำความเค็มประมาณ 3-5 พีพีที ทั้งบ่อแล้วให้ทางโรงเพาะฟักปรับความเค็มของลูกกุ้งจนมาอยู่ที่ความเค็มต่ำที่สุดประมาณใกล้เคียงกับที่จะมาปล่อยในบ่อ แล้วนำลูกกุ้งมาปล่อยโดยตรงโดยที่ไม่มีการกั้นคอกเป็นอีกวิธีหนึ่งของการเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ความเค็มต่ำ  การปล่อยลูกกุ้งโดยตรงในบ่อจะให้อัตรารอดสูงกว่า ที่ผ่านมาจะปล่อยลูกกุ้งไม่หนาแน่นมากเมื่อเทียบกับการเลี้ยงริมชายฝั่งทะเล โดยทั่วไปจะมีการปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นประมาณ 70,000-80,000 ตัว/ไร่   ผลผลิตเมื่อเทียบกับกุ้งกุลาดำแล้วผลผลิตของกุ้งขาว ถ้าปล่อยลูกกุ้ง 100,000 ตัว เลี้ยงด้วยความเค็มต่ำจะมีผลผลิตประมาณ 1,000 กิโลกรัม (ตัน)หรือมากกว่า 1 ตันเล็กน้อย ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเลี้ยงให้ได้กุ้งขนาดประมาณ 60-80 ตัว/กิโลกรัม คือเลี้ยงประมาณ 3เดือน จะมีการจับกุ้งบางส่วนออกไปขายก่อยโดยมีการใช้อวนตาห่างเพื่อลากเอากุ้งขนาดใหญ่ในบ่อประมาณครึ่งหนึ่งออกไปขาย     หลังจากนั้นก็จะมีการเติมน้ำเข้ามาเพราะก่อนจับจะมีการลดน้ำลงไปส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าน้ำลึกเกินไปจะใช้อวนทับตลิ่งลากลำบาก จึงต้องมีการลดน้ำลง แล้วก็ใช้อวนตาใหญ่ลาก ก็จะได้กุ้งตัวใหญ่อาจจะเป็นขนาด 60 ตัว/กิโลกรัมขึ้นมาขายก่อนครึ่งบ่อ จากนั้นจะมีการเติมน้ำจืดเข้าไปจนเต็มบ่อ หลังจากนั้นจะเอาน้ำเค็มมาเติมอีกรอบหนึ่งเพื่อเพิ่มความเค็ม กุ้งที่เหลือก็จะมีการเจริญเติบโตดีขึ้น   และเลี้ยงต่ออีกประมาณ 2 สัปดาห์  จะทำให้กุ้งในบ่อโตขึ้นมา เช่น ขนาด 80 ตัว/กิโลกรัมก็จะกลับมาเป็น 60 ตัว/กิโลกรัม การเลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดก็จะเลี้ยงแบบนี้ คือจับ 2 ครั้ง ในบางส่วนของพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำบางปะกงซึ่งใช้น้ำจากแม่น้ำบางปะกง ในบางฤดูและบางพื้นที่มีความเค็มตลอดทั้งปีแต่ความเค็มไม่สูง บางช่วงเวลาก็จะซื้อน้ำเค็มจากนาเกลือมาเติม ส่วนใหญ่จะปล่อยกุ้งหนาแน่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในฟาร์มที่มีความพร้อม มีเครื่องให้อากาศเต็มที่ ความเค็มของน้ำไม่ต่ำกว่า 3 พีพีที ฟาร์มเหล่านี้มีการปล่อยลูกกุ้งค่อนข้างหนาแน่นแทนที่จะปล่อยไร่ละ 70,000-80,000 ตัว จะปล่อยลูกกุ้งความหนาแน่นประมาณ 100,000-120,000 ตัว/ไร่ หมายถึงต้องมีน้ำถ่ายพร้อม ความเค็มไม่หมดในระหว่างการเลี้ยง

 
ภาพที่ 6.45 การปล่อยลูกกุ้งขาวแบบปล่อยตรง                ภาพที่ 6.46 ลอยถุงบรรจุลูกกุ้งในบ่อปรับอุณหภูมิ


ข้อควรระวังในการปล่อยลูกกุ้ง

            ในการปล่อยลูกกุ้งลงในบ่อเลี้ยงเกษตรกรมักจะนำถุงที่บรรจุลูกกุ้งลอยไว้ในบ่อเพื่อปรับอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของน้ำในบ่อ  เนื่องจากลูกกุ้งที่ขนส่งลำเลียงมาจากโรงเพาะฟักจะมีการปรับอุณหภูมิระหว่างการเดินทางไม่ให้สูงมาก  เพื่อลดความเครียดของลูกกุ้ง  ส่วนมากอุณหภูมิของน้ำในถุงที่บรรจุลูกกุ้งประมาณ 23-25 องศาเซลเซียส การลอยถุงใส่ลูกกุ้งในบ่อ  อย่าให้นานเกินไป  เพราะเมื่ออุณหภูมิของน้ำในถุงอุ่นขึ้นเท่ากับในบ่อ  ลูกกุ้งจะเริ่มปราดเปรียวว่องไว  ลูกกุ้งตัวที่โตกว่าอาจจะกินตัวที่เล็กกว่า หรือทำอันตรายตัวที่เล็กกว่า  จากการสังเกตถ้าปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงนานเกินไป  และลูกกุ้งที่บรรจุในถุงมีขนาดแตกต่างกันมาก อัตรารอดมักจะต่ำกว่าปกติ


การให้อาหารลูกกุ้ง
            ปริมาณการให้อาหารสำหรับลูกกุ้งที่เพิ่งปล่อยลงในบ่อแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของการเลี้ยง เกษตรกรบางรายมีการเตรียมบ่อดี มีอาหารธรรมชาติมาก ให้อาหารเริ่มต้นคล้ายกับกุ้งกุลาดำคือ ลูกกุ้ง 100,000 ตัวให้อาหาร กิโลกรัม/วัน  แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะปรับอาหารตามยอได้
สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวที่มีอัตราปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นไร่ละประมาณ 150,000 ตัว  ส่วนมากจะให้อาหารเริ่มต้นค่อนข้างมาก เนื่องจากลูกกุ้งขาวโตเร็ว และกินอาหารเก่ง  ถ้าเกษตรกรได้ลูกพันธุ์ที่มาจากสายพันธุ์ที่ดี  อัตรารอดจะสูงมาก  ดังนั้นปริมาณการให้อาหารอาจจะเป็นดังนี้

ตารางที่ 6.4  โปรแกรมการให้อาหารในช่วง 30 วันแรก (ต่อจำนวนลูกกุ้ง 100,000 ตัว)
วันที่
อาหาร/วัน (กิโลกรัม)
อาหารสะสม (กิโลกรัม)
1
2.5
2.5
2
2.6
5.1
3
2.7
7.8
4
2.8
10.6
5
2.9
13.5
6
3.0
16.5
7
3.1
19.6
8
3.3
22.9
9
3.5
26.4
10
3.7
30.1
11
3.9
34.0
12
4.1
38.1
13
4.3
42.4
14
4.5
46.9
15
4.8
51.7
16
5.1
56.8
17
5.4
62.2
18
5.7
67.9
19
6.0
73.9
20
6.3
80.2
21
6.6
86.8
22
6.9
93.7
23
7.2
100.9
24
7.5
108.4
25
7.8
116.2
26
8.1
124.3
27
8.4
132.7
28
8.7
141.4
29
9.0
150.4
30
9.3
159.7

หมายเหตุ          เริ่มจาก 2.5 กิโลกรัม/100,000 ตัว/วัน

                        วันที่ 2-7 เพิ่ม 100 กรัม/100,000 ตัว/วัน
                        วันที่ 8-14 เพิ่ม 200 กรัม/100,000 ตัว/วัน
                        วันที่ 15-30 เพิ่ม 300 กรัม/100,000 ตัว/วัน
สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ภาคกลางที่ใช้น้ำความเค็มต่ำ ภิญโญ (2545) ได้สรุป    ตารางการให้อาหารดังที่แสดงไว้ตารางที่6.5

ตารางที่ 6.5 การให้อาหารของกุ้งขาวที่เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ (ต่อจำนวนลูกกุ้ง 100,000 ตัว)
วันที่
น้ำหนักกุ้ง(กรัม)
อาหาร
08.00 (กิโลกรัม)
16.00 (กิโลกรัม)
22.00 (กิโลกรัม)
อาหารสะสม
1-10
-
-
1
1
-
20
11-20
0.5
15
2
2
2
60
21-30
2.6
6
4
3
3
120
31-40
4.5
4
4.8
4.8
4.8
144
41-50
6.2
3.8
6.3
6.3
6.3
189
51-60
7.9
3.5
7.3
7.3
7.3
219
61-70
9.6
3.2
8.1
8.1
8.1
243
71-80
11.3
2.9
8.7
8.7
8.7
261
81-90
13.2
2.6
9.1
9.1
9.1
273
91-100
14.7
2.5
9.6
9.6
9.6
288
101-110
16.3
2.4
10.4
10.4
10.4
312
111-120
18.0
2.3
11.0
11.0
11.0
330






2459
หมายเหตุ
-การให้อาหารตั้งแต่วันที่ 1  ถึง  วันที่40 ให้ใช้อาหารโปตีนสูงประมาณ 45-50 เปอร์เซ็นต์
-ตั้งแต่วันที่ 41  จนกระทั่งจับขาย ให้ใช้อาหารโปรตีนต่ำลงมา ประมาณ 30-35เปอร์เซ็นต์
-การใช้ยอ สามารถใช้ยอได้ตั้งแต่วันที่  11 แต่การปรับอาหารจะไม่ใช้ยอเป็นหลัก ขอให้ใช้ตารางอาหารเป็นเกณฑ์ เพิ่มขึ้น-ลดลง  ตามปัจจัยแวดล้อม ขอให้ใช้เพื่อดูการกินอาหารของกุ้งโดยสังเกตจากขี้กุ้งในยอ
-เมื่อครบ 30 วัน ควรสุ่มด้วยแหตาถี่ 2 ครั้ง เพื่อเช็คน้ำหนักของกุ้งเปรียบเทียบกับน้ำหนักของกุ้งในตารางการให้อาหาร จากนั้นให้สุ่มดูน้ำหนักกุ้ง ทุก 10 วัน และปรับอาหารตามตาราง
-หากกุ้งมีขนาดแตกต่างกันมาก แสดงว่าอาหารไม่พอ

ปริมาณอาหารในยอ
            การเลี้ยงกุ้งขาวในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันออกไป  โดยเฉพาะปริมาณการใส่อาหารในยอ  เพื่อปรับอาหารตามการเจริญเติบโตของกุ้งตลอดระยะเวลาในการเลี้ยง
            เกษตรกรบางรายใส่อาหารในยอในปริมาณใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำ คือ หลังจากกุ้งอายุ 35 วัน ใส่อาหารในยอ กรัม/อาหาร 1กิโลกรัม  เมื่อกุ้งมีขนาดโตขึ้นใส่อาหารในยอเพิ่มเป็น กรัม/อาหาร กิโลกรัม และเพิ่มเป็น กรัม/อาหาร กิโลกรัมในช่วงสุดท้าย โดยใช้ระยะเวลาในการเช็คยอระหว่าง 2.5-2.0 ชั่วโมง
            สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงโดยปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่น  ส่วนมากจะเริ่มปรับอาหารโดยใช้ยอเมื่อกุ้งมีอายุประมาณ 30 วันซึ่งจะมีน้ำหนัก 2-3 กรัม  ปริมาณอาหารที่ใส่ในยอประมาณ กรัม/อาหาร กิโลกรัม  และเช็คยอใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง     เมื่อกุ้งมีอายุเพิ่มขึ้นจนถึงประมาณ 60-70 วัน  ปริมาณอาหารในยอจะเพิ่มเป็น กรัม/อาหาร กิโลกรัม ใช้เวลาเช็คยอ 2.0-2.5 ชั่วโมง  จนกว่าจะจับขาย  แต่จะมีการสังเกตสีของอาหารในลำไส้มาประกอบพิจารณาในการเพิ่มลดอาหารด้วย  การใช้วิธีการปรับอาหารจากยอแต่เพียงอย่างเดียวไม่เหมาะสม  เพราะมีโอกาสผิดพลาดได้  นอกจากนั้นอาจจะพิจารณาจากการวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ถ้าปริมาณแอมโมเนียเพิ่มขึ้น และสีน้ำเข้มมาก แสดงว่าอาหารที่ให้มากเกินไป หรือถ้าน้ำขุ่นมาก และกุ้งจำนวนมากขึ้นมาตามขอบบ่อ แสดงว่าอาหารไม่เพียงพอ

ภาพที่ 6.47 กุ้งขาวตามขอบบ่อเนื่องจากอาหารไม่เพียงพอ

2.                   การเลี้ยงกุ้งขาวด้วยน้ำความเค็มปกติ
การเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ภาคใต้ที่ใช้น้ำความเค็มปกติ คือความเค็มประมาณ 10 พีพีทีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะมีการปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นมากกว่า 120,000 ตัว/ไร่ ผลผลิตประมาณ ตัน/ไร่ อัตรารอดประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกระแสผลผลิตของกุ้งขาวที่ออกมามากในช่วงกลางปี พ.. 2546 โดยเฉพาะการเลี้ยงทางภาคใต้โดยใช้น้ำความเค็มปกติ ทำให้ในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งไม่เคยเลี้ยงกุ้งขาวมาก่อน หันมาเลี้ยงกุ้งขาวมากขึ้น  โดยเฉพาะในชายฝั่งทะเลอันดามันมีผลผลิตสูงมากประมาณ 3-4 ตัน/ไร่  โดยมีการปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นมากกว่า 150,000 ตัว/ไร่  บางรายมีการทยอยจับกุ้งออกไป  เพื่อให้กุ้งที่เหลือในบ่อมีโอกาสโตขึ้น  การเลี้ยงกุ้งขาวด้วยน้ำความเค็มปกติจะได้ผลดีกว่าน้ำความเค็มต่ำ  เนื่องจากมีการถ่ายน้ำในปริมาณที่มากในช่วงท้ายๆ ของการเลี้ยง
ในอนาคตแหล่งผลิตกุ้งขาวที่สำคัญในประเทศไทยน่าจะเป็นพื้นที่เลี้ยงกุ้งของภาคใต้ที่มีความพร้อมสูงในด้านอุปกรณ์ เครื่องให้อากาศ และบ่อพักน้ำ และการคัดเลือกลูกกุ้งคุณภาพจากสายพันธุ์ที่ดี จะทำให้การเลี้ยงได้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำลง สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

 
ภาพที่ 6.48 บ่อเลี้ยงกุ้งขาวที่มีเครื่องให้อากาศเพียงพอ

การเลี้ยงกุ้งขาวในบ่อปูด้วยโพลีเอททีลีน (Polyethylene, PE)
ในการเลี้ยงกุ้งขาวในบ้านเราจะพบว่าหลายพื้นที่มีการใช้โพลีเอททีลีน (Polyethylene, PE) มาปูพื้นบ่อ  ปางฟาร์มปูเฉพาะขอบบ่อเพื่อป้องกันการพังทะลายของดินลงไปในบ่อ  ซึ่งในที่นี่หมายถึงการปูเฉพาะขอบบ่อส่วนพื้นบ่อไม่ได้ปู  แต่บางพื้นที่หรือบางฟาร์มจะปูหมดทั้งบ่อ  มีเกษตรกรบางส่วนต้องการที่จะทราบว่าการปู PE. จะคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับบ่อดิน  และมีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหน  ผู้เขียนให้ข้อคิดเห็นดังนี้คือ ข้อแรก PE. ที่ใช้ปูนั้นทำมาจากโพลีเอททีลีน แบ่งออกเป็น ประเภท คือ แบบบางและแบบหนา โดยมีความหนาประมาณ 0.15 และ 0.30 มิลลิเมตรตามลำดับ  แบบบางถ้ามีการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี หมายถึง ในแต่ละรอบที่เลี้ยงผ่านไปหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก็นำมาซ่อมแซม  พบว่าการปู ครั้งสามารถใช้ได้ประมาณ ปี  ซึ่งใน ปีหากมีการเลี้ยง รอบภายใน ปีก็สามารถเลี้ยงได้ถึง รอบ  หรือหากเลี้ยงในรอบที่สั้นกว่านี้หมายถึงภายใน ปีสามารถเลี้ยงได้ รอบ  ซึ่งสามารถใช้ PE. ได้เต็มที่ประมาณ ปี  ต้นทุนในการปู PE. รวมทั้งค่าแรงประมาณ 30,000 บาท/ไร่  ซึ่งถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากพอสมควร  การพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่นั้นต้องดูที่การเลี้ยงของบ่อปูด้วย PE. ว่าดีกว่าบ่อดินในฟาร์มเดียวกันหรือไม่  ถ้าผลผลิตใกล้เคียงกันไม่มีความจำเป็นต้องปูPE. เพราะเป็นการสิ้นเปลืองและไม่ดีกว่าเดิม  แต่ถ้าพบว่าดีกว่าต้องมาพิจารณาว่าดีกว่าแค่ไหน ถ้าดีกว่าเล็กน้อยและเมื่อรวมต้นทุนรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ พบว่าไม่คุ้มก็ไม่จำเป็นที่ต้องปู  เพราะฉะนั้นผู้เขียนอยากจะให้ข้อมูลจากการวิจัยเมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งขาวในบ่อปูด้วย PE. และบ่อดินภายในฟาร์มเดียวกันจากการทดลองในอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรีที่มีบ่อลึกประมาณ 1.20-1.40 เมตร โดยทั้งบ่อดินและบ่อ PE. การใช้เครื่องให้อากาศเหมือนกัน  และอัตราที่ปล่อยลูกกุ้งเท่ากันคือ 120,000 ตัว/ไร่ เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ 3-5 พีพีที มีข้อแตกต่างกันดังนี้

 
ภาพที่ 6.49  ภาพบ่อที่ปูด้วยโพลีเอททีลีน (PE.)


1.         บ่อที่ปูด้วย PE. ในด้านอุณหภูมิน้ำที่ผิวน้ำและพื้นบ่อจะสูงกว่าบ่อดินประมาณ 0.5-1  องศาเซลเซียส ทุกวันจากการวัดอุณหภูมิตลอดทั้งปี
2.  สีน้ำในบ่อ PE. จะเขียวเร็วกว่าบ่อดิน  เพราะว่าบ่อ PE. ไม่มีตะกอน  เมื่อไม่มีตะกอนแขวนลอยมาบังแสง  อาหารที่เหลือก็จะเป็นปุ๋ยให้กับแพลงก์ตอน  ทำให้แพลงก์ตอนเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว  ในขณะที่บ่อดินมีตะกอนมากโอกาสที่จะเกิดน้ำเขียวจึงช้ากว่า  เมื่อเลี้ยงไปนานๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูฝนหรือไม่ก็ตาม  พบว่าบ่อดินมีตะกอนค่อนข้างมาก  การเลี้ยงในช่วง 30-40 วันแรกจะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่ไม่มีความแตกต่างในด้านการเจริญเติบโตระหว่างบ่อดินและบ่อ PE. แต่ช่วงระหว่าง 50-100 วันพบว่าบ่อดินมีตะกอนค่อนข้างมาก  น้ำจะขุ่นจนเหมือนโคลน กุ้งจะเครียดซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องการกินอาหารและการเจริญเติบโต  ในขณะที่บ่อ PE. ไม่มีปัญหาดังกล่าว  เมื่อนำดินพื้นบ่อไปวิเคราะห์จึงพบว่าเป็นดินเหนียวประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ มีดินทรายส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นดินตะกอน (Silt)ในฤดูฝนก็เช่นกันถ้ามีฝนตกมากดินจากขอบบ่อจะลงไปในบ่อทำให้มีตะกอนมาก  เมื่อน้ำในบ่อดินเริ่มมีตะกอนมากในขณะที่บ่อ PE. ไม่มีเลยหรืออาจมีเล็กน้อยจากอาหารที่เหลือ  รวมถึงซากแพลงก์ตอน  สีน้ำส่วนใหญ่ในบ่อ PE. จะมีสีเขียวเหลือง  เพราะฉะนั้นการเจริญเติบโตจะแตกต่างกันชัดเจน  โดยเฉพาะเมื่อเลี้ยงไปเรื่อยๆ การเลี้ยงในพื้นที่ความเค็มต่ำในภาคกลางจะไม่มีการถ่ายน้ำมาก  เพราะถ้าถ่ายน้ำมากความเค็มก็จะหายไป  ส่วนใหญ่เป็นการเติมมากกว่าแต่ก็มีการถ่ายน้ำเป็นครั้งคราว  ตรงข้อนี้จะทำให้บ่อ PE. มีการเจริญเติบโตดีกว่าบ่อดิน

 
 ภาพที่ 6.50  เปรียบเทียบสีน้ำในบ่อดิน (ซ้ายและสีน้ำของบ่อโพลีเอททีลีน (PE.) (ขวา)

2.                   เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงใน 112 วันหลังจากจับกุ้งพบว่ามีความแตกต่างกันชัดเจน ในบ่อดินได้ผลผลิตประมาณ1,400-1,500 กิโลกรัม/ไร่  ในขณะที่บ่อ PE. ได้ผลผลิตประมาณ 1,700-1,800 กิโลกรัม/ไร่ ที่แตกต่างกันเนื่องจากการเจริญเติบโตของบ่อPE. ได้ขนาด 40 ตัว/กิโลกรัมหรือ 25 กรัม/ตัว ในขณะที่บ่อดินได้ขนาด 54 ตัว/กิโลกรัม ในด้านผลผลิตที่แตกต่างกันประมาณ 300กิโลกรัม/ไร่  ในช่วงเดือนกันยายน .. 2546 กุ้งขนาด 50 ตัว/กิโลกรัม ราคา 160-170 บาท  ในขณะเดียวกันที่กุ้งขนาด 40 ตัว/กิโลกรัมราคา 210 บาท  ถ้ามองในจุดนี้จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันในด้านจำนวนเงินค่อนข้างมากซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ  เพราะฉะนั้นในแต่ละรอบที่เลี้ยงไปมีความแตกต่างเท่านี้สำหรับบ่อ PE. ถือว่าคุ้ม  แต่ในบ่อดินที่มีเปอร์เซ็นต์ดินเหนียวค่อนข้างสูง มีตะกอนน้อยสามารถถ่ายน้ำได้มากเช่นในภาคใต้ อาจไม่มีความจำเป็น แต่ถ้าต้องการเปรียบเทียบอาจจะลองปูเพียง 1 บ่อแล้วเลี้ยงเปรียบเทียบจะวิเคราะห์ได้ว่าคุ้มหรือไม่
ความแตกต่างของกุ้งที่เลี้ยงในบ่อปูด้วย PE. กับบ่อดินคือ กุ้งขาวในบ่อดินจะมีตะกอนมากน้ำขุ่นขาว กุ้งจะมีสีซีดขาวและบางตัวเครียดมีสีชมพู แต่กุ้งขาวในบ่อที่ปูด้วย PE. สีจะเข้มกว่า  เมื่อนำไปต้มให้สุก สีของกุ้งจากบ่อปูด้วย PE. จะแดงเข้มสวยกว่า  ความแตกต่างของสีแดงเปลือกกุ้ง น่าจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณแพลงก์ตอนในบ่อ  ถ้าสีน้ำสวย สีกุ้งจะสวยสดกว่าบ่อที่น้ำขุ่น มีตะกอนมากและมีแพลงก์ตอนน้อย

    ภาพที่ 6.51 กุ้งขาวที่ต้มสุก (ซ้ายบ่อดิน และ บ่อ PE.

สภาพพื้นบ่อที่เหมาะสมต่อการปู PE. คือพื้นที่เป็นดินทรายมีการรั่วซึมสูง เพราะบ่อที่มีการรั่วซึมของน้ำสูงจะเลี้ยงกุ้งยาก  โดยเฉพาะระบบปิดจะมีการเติมน้ำทดแทนส่วนที่ซึมและระเหยออกไป  ยิ่งต้องสิ้นเปลืองในการเติมน้ำ  การเลี้ยงจะไม่ค่อยได้ผลดี  ดังนั้นบ่อที่ปู PE. ก็จะเป็นการป้องกันการรั่วซึมได้ดี  สำหรับบ่อที่มีดินตะกอนมาก ในการเลี้ยงด้วยระบบปิดที่มีการเติมน้ำอย่างเดียวในช่วง 2 เดือนแรกโดยไม่มีการถ่ายน้ำ  หลังจากเลี้ยงไปนานๆ เมื่อเปิดเครื่องให้อากาศเพื่อรักษาระดับออกซิเจนให้เพียงพอ  พบว่าเกิดตะกอนมากทำให้กุ้งเครียดและกินอาหารน้อย โตช้า เพราะฉะนั้นในการแก้ปัญหาเมื่อปูด้วย PE. จะเห็นได้ชัดว่าสีน้ำจะดีมาก  เนื่องจากตะกอนน้อยแม้ว่าฝนจะตกมากเท่าไรก็ตาม  และสุดท้ายคือบ่อประเภทที่เป็นดินกรด (acid sulfate soil) ในพื้นที่บริเวณป่าชายเลน  ดินที่เป็นกรดการจัดการเตรียมบ่อจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองเพราะต้องใช้วัสดุปูนในปริมาณมากเพื่อปรับพีเอชให้เหมาะสม และในระหว่างการเลี้ยงความเป็นกรดก็จะออกมาเรื่อยๆ จึงทำให้เป็นการสิ้นเปลืองวัสดุปูนมาก  ในบางครั้งการเติมวัสดุปูนไม่เพียงพอจะทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้า ทำให้มีผลผลิตต่ำมาก สำหรับบ่อที่เป็นกรดจัดมีความเหมาะสมที่จะปูด้วย PE. จากที่กล่าวมาบ่อเลี้ยงทั้ง 3 แบบเห็นได้ว่ามีความเหมาะสมที่จะปูด้วย PE.
บ่อพักน้ำในฟาร์มกุ้ง  ในบางครั้งต้องการเก็บกักน้ำที่มีความเค็มต่ำหรือน้ำจืดไว้เติมเมื่อจำเป็นต้องเลี้ยงผ่านหน้าแล้งหรือในช่วงที่อากาศร้อน  ส่วนมากเกษตรกรจะเก็บน้ำฝนช่วงปลายปีได้มาก  แต่เมื่อต้องเลี้ยงจริงๆ ในหน้าร้อนพบว่าน้ำที่เก็บไว้ในบ่อพักน้ำรั่วซึมไปมาก เนื่องจากคันบ่อไม่มีการอัดแน่นเพียงพอ  ในบ่อพักน้ำที่มีขนาดใหญ่การปูด้วย PE. อาจจะสิ้นเปลือง  แต่เมื่อปูด้วย PE. พบว่าสามารถเก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรั่วซึมน้อยอาจจะคุ้มค่า  เพราะถ้าผลการเลี้ยงได้ผลดีเพราะมีน้ำจืดเติมระหว่างการเลี้ยง
สำหรับในพื้นที่เลี้ยงกุ้ง  ถ้าพบว่าอัตราการรั่วซึมสูง รวมทั้งดินเป็นตะกอนมาก หรือเป็นกรดจัด  ผลผลิตที่ได้อาจจะไม่ดีถึงแม้จะใช้ความรู้และวิชาการเต็มที่ก็ตาม  ผลผลิตยังต่ำหรืออาจไม่คุ้มทุน  การปู PE. ก็อาจจะแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้  แต่อย่างไรก็ตามข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการจะปูด้วย PE. ควรมีการตรวจสอบข้อมูล โดยไปดูฟาร์มที่มีการปู PE. ว่าผลการเลี้ยงเป็นอย่างไร และคุ้มค่าหรือไม่ก่อนตัดสินใจ
ในอนาคตอาจจะเห็นการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่นมีการปู PE. เช่นเดียวกับการเลี้ยงแบบพัฒนาในต่างประเทศมากขึ้น  แต่ในกุ้งกุลาดำพบว่าการปูด้วย PE. อาจไม่จำเป็น  เนื่องจากกุ้งกุลาดำต้องการพื้นบ่อเพื่อการฝังตัวสำหรับการลอกคราบ  ดังนั้นความเหมาะสมของบ่อ PE. ควรใช้กับกุ้งขาวมากกว่า  ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้หลายประเทศ บ่อเลี้ยงกุ้งขาวจะปูด้วย PE. ทั้งบ่อ เช่น ประเทศเปรู และ เอกวาดอร์ เป็นต้น  ส่วนในทวีปเอเชียการเลี้ยงกุ้งขาวในประเทศจีนบางส่วนก็ปูพื้นบ่อด้วย PE. แต่ใช้ดินถมทับพื้น PE. หนาประมาณ 30 เซนติเมตร
โดยสรุปแล้ว การปูพื้นบ่อด้วย PE. ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ดังที่ได้อธิบายในรายละเอียดแล้ว

 
ภาพที่ 6.52 บ่อเลี้ยงกุ้งขาวที่ปูด้วย PE.                        ภาพที่ 6.53 บ่อเลี้ยงกุ้งขาวที่ปูด้วย  PE.
   ในประเทศเปรู                                                  ในประเทศเอกวาดอร์

แหล่งที่มา : http://www.thailandshrimp.org/
       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น