แยกตามความเค็มของน้ำได้เป็น 2 แบบ คือ
1. การเลี้ยงกุ้งขาวด้วยน้ำความเค็มต่ำ
การเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่น้ำจืดและในพื้นที่ภาคกลาง ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโดยใช้น้ำความเค็มต่ำ ภิญโญ (2545) อธิบายถึงรายละเอียดวิธีการเลี้ยงกุ้งขาว ตั้งแต่การเตรียมบ่อ การให้อาหาร ตลอดจนการจัดการในระหว่างการเลี้ยง โดยใช้น้ำความเค็มต่ำมากจนเกือบจะเป็นระดับที่ถือว่าเป็นน้ำจืด โดยทั่วไปเกษตรกรจะซื้อน้ำเค็มความเข้มข้นสูงจากนาเกลือใส่รถบรรทุกน้ำคันละประมาณ 12-13ตัน ความเค็ม 100-200 พีพีที มาเติมในน้ำจืดเพื่อให้ได้ความเค็มประมาณ 3-4 พีพีที ส่วนใหญ่จะกั้นคอกก่อน มีการกั้นคอกโดยใช้ผ้าพลาสติกพื้นที่ประมาณ 150 ตารางเมตร ความลึกประมาณ 80 เซนติเมตร แล้วมีเติมน้ำจากนาเกลือเข้าไปในคอกจนได้ความเค็มประมาณ 8-10 พีพีที หลังจากนั้นก็จะใช้ลูกกุ้งซึ่งปรับความเค็มจากโรงเพาะฟักมาแล้วโดยลูกกุ้งขาวระยะโพสลาร์วา 10-12 (พี 10-12)มาปล่อยในคอก อนุบาลในคอกประมาณ 3-4 วันก็เปิดคอกออกมา จะอนุบาลในคอกไม่นาน เนื่องจากกุ้งขาวจะกินอาหารเก่ง และว่ายน้ำตลอดเวลาเพราะฉะนั้นจะไม่นิยมอนุบาลนานเกินไป เพราะอาจจะมีการกินกันเอง
ภาพที่ 6.44 การปล่อยลูกกุ้งขาวลงในคอกพลาสติก
หนึ่งเกษตรกรจะไม่ทำคอกเหมือนกุ้งกุลาดำ คือเตรียมน้ำความเค็มประมาณ 3-5 พีพีที ทั้งบ่อแล้วให้ทางโรงเพาะฟักปรับความเค็มของลูกกุ้งจนมาอยู่ที่ความเค็มต่ำที่สุดประมาณใกล้เคียงกับที่จะมาปล่อยในบ่อ แล้วนำลูกกุ้งมาปล่อยโดยตรงโดยที่ไม่มีการกั้นคอกเป็นอีกวิธีหนึ่งของการเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ความเค็มต่ำ การปล่อยลูกกุ้งโดยตรงในบ่อจะให้อัตรารอดสูงกว่า ที่ผ่านมาจะปล่อยลูกกุ้งไม่หนาแน่นมากเมื่อเทียบกับการเลี้ยงริมชายฝั่งทะเล โดยทั่วไปจะมีการปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นประมาณ 70,000-80,000 ตัว/ไร่ ผลผลิตเมื่อเทียบกับกุ้งกุลาดำแล้วผลผลิตของกุ้งขาว ถ้าปล่อยลูกกุ้ง 100,000 ตัว เลี้ยงด้วยความเค็มต่ำจะมีผลผลิตประมาณ 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน)หรือมากกว่า 1 ตันเล็กน้อย ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเลี้ยงให้ได้กุ้งขนาดประมาณ 60-80 ตัว/กิโลกรัม คือเลี้ยงประมาณ 3เดือน จะมีการจับกุ้งบางส่วนออกไปขายก่อยโดยมีการใช้อวนตาห่างเพื่อลากเอากุ้งขนาดใหญ่ในบ่อประมาณครึ่งหนึ่งออกไปขาย หลังจากนั้นก็จะมีการเติมน้ำเข้ามาเพราะก่อนจับจะมีการลดน้ำลงไปส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าน้ำลึกเกินไปจะใช้อวนทับตลิ่งลากลำบาก จึงต้องมีการลดน้ำลง แล้วก็ใช้อวนตาใหญ่ลาก ก็จะได้กุ้งตัวใหญ่อาจจะเป็นขนาด 60 ตัว/กิโลกรัมขึ้นมาขายก่อนครึ่งบ่อ จากนั้นจะมีการเติมน้ำจืดเข้าไปจนเต็มบ่อ หลังจากนั้นจะเอาน้ำเค็มมาเติมอีกรอบหนึ่งเพื่อเพิ่มความเค็ม กุ้งที่เหลือก็จะมีการเจริญเติบโตดีขึ้น และเลี้ยงต่ออีกประมาณ 2 สัปดาห์ จะทำให้กุ้งในบ่อโตขึ้นมา เช่น ขนาด 80 ตัว/กิโลกรัมก็จะกลับมาเป็น 60 ตัว/กิโลกรัม การเลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดก็จะเลี้ยงแบบนี้ คือจับ 2 ครั้ง ในบางส่วนของพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำบางปะกงซึ่งใช้น้ำจากแม่น้ำบางปะกง ในบางฤดูและบางพื้นที่มีความเค็มตลอดทั้งปีแต่ความเค็มไม่สูง บางช่วงเวลาก็จะซื้อน้ำเค็มจากนาเกลือมาเติม ส่วนใหญ่จะปล่อยกุ้งหนาแน่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในฟาร์มที่มีความพร้อม มีเครื่องให้อากาศเต็มที่ ความเค็มของน้ำไม่ต่ำกว่า 3 พีพีที ฟาร์มเหล่านี้มีการปล่อยลูกกุ้งค่อนข้างหนาแน่นแทนที่จะปล่อยไร่ละ 70,000-80,000 ตัว จะปล่อยลูกกุ้งความหนาแน่นประมาณ 100,000-120,000 ตัว/ไร่ หมายถึงต้องมีน้ำถ่ายพร้อม ความเค็มไม่หมดในระหว่างการเลี้ยง

ภาพที่ 6.45 การปล่อยลูกกุ้งขาวแบบปล่อยตรง ภาพที่ 6.46 ลอยถุงบรรจุลูกกุ้งในบ่อปรับอุณหภูมิ
ข้อควรระวังในการปล่อยลูกกุ้ง
ในการปล่อยลูกกุ้งลงในบ่อเลี้ยงเกษตรกรมักจะนำถุงที่บรรจุลูกกุ้งลอยไว้ในบ่อเพื่อปรับอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของน้ำในบ่อ เนื่องจากลูกกุ้งที่ขนส่งลำเลียงมาจากโรงเพาะฟักจะมีการปรับอุณหภูมิระหว่างการเดินทางไม่ให้สูงมาก เพื่อลดความเครียดของลูกกุ้ง ส่วนมากอุณหภูมิของน้ำในถุงที่บรรจุลูกกุ้งประมาณ 23-25 องศาเซลเซียส การลอยถุงใส่ลูกกุ้งในบ่อ อย่าให้นานเกินไป เพราะเมื่ออุณหภูมิของน้ำในถุงอุ่นขึ้นเท่ากับในบ่อ ลูกกุ้งจะเริ่มปราดเปรียวว่องไว ลูกกุ้งตัวที่โตกว่าอาจจะกินตัวที่เล็กกว่า หรือทำอันตรายตัวที่เล็กกว่า จากการสังเกตถ้าปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงนานเกินไป และลูกกุ้งที่บรรจุในถุงมีขนาดแตกต่างกันมาก อัตรารอดมักจะต่ำกว่าปกติ
การให้อาหารลูกกุ้ง
ปริมาณการให้อาหารสำหรับลูกกุ้งที่เพิ่งปล่อยลงในบ่อแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของการเลี้ยง เกษตรกรบางรายมีการเตรียมบ่อดี มีอาหารธรรมชาติมาก ให้อาหารเริ่มต้นคล้ายกับกุ้งกุลาดำคือ ลูกกุ้ง 100,000 ตัวให้อาหาร 1 กิโลกรัม/วัน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะปรับอาหารตามยอได้
สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวที่มีอัตราปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นไร่ละประมาณ 150,000 ตัว ส่วนมากจะให้อาหารเริ่มต้นค่อนข้างมาก เนื่องจากลูกกุ้งขาวโตเร็ว และกินอาหารเก่ง ถ้าเกษตรกรได้ลูกพันธุ์ที่มาจากสายพันธุ์ที่ดี อัตรารอดจะสูงมาก ดังนั้นปริมาณการให้อาหารอาจจะเป็นดังนี้
ตารางที่ 6.4 โปรแกรมการให้อาหารในช่วง 30 วันแรก (ต่อจำนวนลูกกุ้ง 100,000 ตัว)
วันที่
|
อาหาร/วัน (กิโลกรัม)
|
อาหารสะสม (กิโลกรัม)
|
1
|
2.5
|
2.5
|
2
|
2.6
|
5.1
|
3
|
2.7
|
7.8
|
4
|
2.8
|
10.6
|
5
|
2.9
|
13.5
|
6
|
3.0
|
16.5
|
7
|
3.1
|
19.6
|
8
|
3.3
|
22.9
|
9
|
3.5
|
26.4
|
10
|
3.7
|
30.1
|
11
|
3.9
|
34.0
|
12
|
4.1
|
38.1
|
13
|
4.3
|
42.4
|
14
|
4.5
|
46.9
|
15
|
4.8
|
51.7
|
16
|
5.1
|
56.8
|
17
|
5.4
|
62.2
|
18
|
5.7
|
67.9
|
19
|
6.0
|
73.9
|
20
|
6.3
|
80.2
|
21
|
6.6
|
86.8
|
22
|
6.9
|
93.7
|
23
|
7.2
|
100.9
|
24
|
7.5
|
108.4
|
25
|
7.8
|
116.2
|
26
|
8.1
|
124.3
|
27
|
8.4
|
132.7
|
28
|
8.7
|
141.4
|
29
|
9.0
|
150.4
|
30
|
9.3
|
159.7
|
หมายเหตุ เริ่มจาก 2.5 กิโลกรัม/100,000 ตัว/วัน
วันที่ 2-7 เพิ่ม 100 กรัม/100,000 ตัว/วัน
วันที่ 8-14 เพิ่ม 200 กรัม/100,000 ตัว/วัน
วันที่ 15-30 เพิ่ม 300 กรัม/100,000 ตัว/วัน
สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ภาคกลางที่ใช้น้ำความเค็มต่ำ ภิญโญ (2545) ได้สรุป ตารางการให้อาหารดังที่แสดงไว้ตารางที่6.5
ตารางที่ 6.5 การให้อาหารของกุ้งขาวที่เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ (ต่อจำนวนลูกกุ้ง 100,000 ตัว)
วันที่
|
น้ำหนักกุ้ง(กรัม)
|
% อาหาร
|
08.00 (กิโลกรัม)
|
16.00 (กิโลกรัม)
|
22.00 (กิโลกรัม)
|
อาหารสะสม
|
1-10
|
-
|
-
|
1
|
1
|
-
|
20
|
11-20
|
0.5
|
15
|
2
|
2
|
2
|
60
|
21-30
|
2.6
|
6
|
4
|
3
|
3
|
120
|
31-40
|
4.5
|
4
|
4.8
|
4.8
|
4.8
|
144
|
41-50
|
6.2
|
3.8
|
6.3
|
6.3
|
6.3
|
189
|
51-60
|
7.9
|
3.5
|
7.3
|
7.3
|
7.3
|
219
|
61-70
|
9.6
|
3.2
|
8.1
|
8.1
|
8.1
|
243
|
71-80
|
11.3
|
2.9
|
8.7
|
8.7
|
8.7
|
261
|
81-90
|
13.2
|
2.6
|
9.1
|
9.1
|
9.1
|
273
|
91-100
|
14.7
|
2.5
|
9.6
|
9.6
|
9.6
|
288
|
101-110
|
16.3
|
2.4
|
10.4
|
10.4
|
10.4
|
312
|
111-120
|
18.0
|
2.3
|
11.0
|
11.0
|
11.0
|
330
|
|
|
|
|
|
|
2459
|
หมายเหตุ
-การให้อาหารตั้งแต่วันที่ 1 ถึง วันที่40 ให้ใช้อาหารโปรตีนสูงประมาณ 45-50 เปอร์เซ็นต์
-ตั้งแต่วันที่ 41 จนกระทั่งจับขาย ให้ใช้อาหารโปรตีนต่ำลงมา ประมาณ 30-35เปอร์เซ็นต์
-การใช้ยอ สามารถใช้ยอได้ตั้งแต่วันที่ 11 แต่การปรับอาหารจะไม่ใช้ยอเป็นหลัก ขอให้ใช้ตารางอาหารเป็นเกณฑ์ เพิ่มขึ้น-ลดลง ตามปัจจัยแวดล้อม ขอให้ใช้เพื่อดูการกินอาหารของกุ้งโดยสังเกตจากขี้กุ้งในยอ
-เมื่อครบ 30 วัน ควรสุ่มด้วยแหตาถี่ 2 ครั้ง เพื่อเช็คน้ำหนักของกุ้งเปรียบเทียบกับน้ำหนักของกุ้งในตารางการให้อาหาร จากนั้นให้สุ่มดูน้ำหนักกุ้ง ทุก 10 วัน และปรับอาหารตามตาราง
-หากกุ้งมีขนาดแตกต่างกันมาก แสดงว่าอาหารไม่พอ
ปริมาณอาหารในยอ
การเลี้ยงกุ้งขาวในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะปริมาณการใส่อาหารในยอ เพื่อปรับอาหารตามการเจริญเติบโตของกุ้งตลอดระยะเวลาในการเลี้ยง
เกษตรกรบางรายใส่อาหารในยอในปริมาณใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำ คือ หลังจากกุ้งอายุ 35 วัน ใส่อาหารในยอ 5 กรัม/อาหาร 1กิโลกรัม เมื่อกุ้งมีขนาดโตขึ้นใส่อาหารในยอเพิ่มเป็น 6 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม และเพิ่มเป็น 7 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัมในช่วงสุดท้าย โดยใช้ระยะเวลาในการเช็คยอระหว่าง 2.5-2.0 ชั่วโมง
สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงโดยปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่น ส่วนมากจะเริ่มปรับอาหารโดยใช้ยอเมื่อกุ้งมีอายุประมาณ 30 วันซึ่งจะมีน้ำหนัก 2-3 กรัม ปริมาณอาหารที่ใส่ในยอประมาณ 2 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม และเช็คยอใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง เมื่อกุ้งมีอายุเพิ่มขึ้นจนถึงประมาณ 60-70 วัน ปริมาณอาหารในยอจะเพิ่มเป็น 3 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ใช้เวลาเช็คยอ 2.0-2.5 ชั่วโมง จนกว่าจะจับขาย แต่จะมีการสังเกตสีของอาหารในลำไส้มาประกอบพิจารณาในการเพิ่มลดอาหารด้วย การใช้วิธีการปรับอาหารจากยอแต่เพียงอย่างเดียวไม่เหมาะสม เพราะมีโอกาสผิดพลาดได้ นอกจากนั้นอาจจะพิจารณาจากการวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ถ้าปริมาณแอมโมเนียเพิ่มขึ้น และสีน้ำเข้มมาก แสดงว่าอาหารที่ให้มากเกินไป หรือถ้าน้ำขุ่นมาก และกุ้งจำนวนมากขึ้นมาตามขอบบ่อ แสดงว่าอาหารไม่เพียงพอ
ภาพที่ 6.47 กุ้งขาวตามขอบบ่อเนื่องจากอาหารไม่เพียงพอ
2. การเลี้ยงกุ้งขาวด้วยน้ำความเค็มปกติ
การเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ภาคใต้ที่ใช้น้ำความเค็มปกติ คือความเค็มประมาณ 10 พีพีทีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะมีการปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นมากกว่า 120,000 ตัว/ไร่ ผลผลิตประมาณ 2 ตัน/ไร่ อัตรารอดประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกระแสผลผลิตของกุ้งขาวที่ออกมามากในช่วงกลางปี พ.ศ. 2546 โดยเฉพาะการเลี้ยงทางภาคใต้โดยใช้น้ำความเค็มปกติ ทำให้ในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งไม่เคยเลี้ยงกุ้งขาวมาก่อน หันมาเลี้ยงกุ้งขาวมากขึ้น โดยเฉพาะในชายฝั่งทะเลอันดามันมีผลผลิตสูงมากประมาณ 3-4 ตัน/ไร่ โดยมีการปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นมากกว่า 150,000 ตัว/ไร่ บางรายมีการทยอยจับกุ้งออกไป เพื่อให้กุ้งที่เหลือในบ่อมีโอกาสโตขึ้น การเลี้ยงกุ้งขาวด้วยน้ำความเค็มปกติจะได้ผลดีกว่าน้ำความเค็มต่ำ เนื่องจากมีการถ่ายน้ำในปริมาณที่มากในช่วงท้ายๆ ของการเลี้ยง
ในอนาคตแหล่งผลิตกุ้งขาวที่สำคัญในประเทศไทยน่าจะเป็นพื้นที่เลี้ยงกุ้งของภาคใต้ที่มีความพร้อมสูงในด้านอุปกรณ์ เครื่องให้อากาศ และบ่อพักน้ำ และการคัดเลือกลูกกุ้งคุณภาพจากสายพันธุ์ที่ดี จะทำให้การเลี้ยงได้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำลง สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
ภาพที่ 6.48 บ่อเลี้ยงกุ้งขาวที่มีเครื่องให้อากาศเพียงพอ
การเลี้ยงกุ้งขาวในบ่อปูด้วยโพลีเอททีลีน (Polyethylene, PE)
ในการเลี้ยงกุ้งขาวในบ้านเราจะพบว่าหลายพื้นที่มีการใช้โพลีเอททีลีน (Polyethylene, PE) มาปูพื้นบ่อ ปางฟาร์มปูเฉพาะขอบบ่อเพื่อป้องกันการพังทะลายของดินลงไปในบ่อ ซึ่งในที่นี่หมายถึงการปูเฉพาะขอบบ่อส่วนพื้นบ่อไม่ได้ปู แต่บางพื้นที่หรือบางฟาร์มจะปูหมดทั้งบ่อ มีเกษตรกรบางส่วนต้องการที่จะทราบว่าการปู PE. จะคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับบ่อดิน และมีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนให้ข้อคิดเห็นดังนี้คือ ข้อแรก PE. ที่ใช้ปูนั้นทำมาจากโพลีเอททีลีน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบบางและแบบหนา โดยมีความหนาประมาณ 0.15 และ 0.30 มิลลิเมตรตามลำดับ แบบบางถ้ามีการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี หมายถึง ในแต่ละรอบที่เลี้ยงผ่านไปหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก็นำมาซ่อมแซม พบว่าการปู 1 ครั้งสามารถใช้ได้ประมาณ 3 ปี ซึ่งใน 1 ปีหากมีการเลี้ยง 2 รอบภายใน 3 ปีก็สามารถเลี้ยงได้ถึง 6 รอบ หรือหากเลี้ยงในรอบที่สั้นกว่านี้หมายถึงภายใน 2 ปีสามารถเลี้ยงได้ 5 รอบ ซึ่งสามารถใช้ PE. ได้เต็มที่ประมาณ 3 ปี ต้นทุนในการปู PE. รวมทั้งค่าแรงประมาณ 30,000 บาท/ไร่ ซึ่งถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากพอสมควร การพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่นั้นต้องดูที่การเลี้ยงของบ่อปูด้วย PE. ว่าดีกว่าบ่อดินในฟาร์มเดียวกันหรือไม่ ถ้าผลผลิตใกล้เคียงกันไม่มีความจำเป็นต้องปูPE. เพราะเป็นการสิ้นเปลืองและไม่ดีกว่าเดิม แต่ถ้าพบว่าดีกว่าต้องมาพิจารณาว่าดีกว่าแค่ไหน ถ้าดีกว่าเล็กน้อยและเมื่อรวมต้นทุนรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ พบว่าไม่คุ้มก็ไม่จำเป็นที่ต้องปู เพราะฉะนั้นผู้เขียนอยากจะให้ข้อมูลจากการวิจัยเมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งขาวในบ่อปูด้วย PE. และบ่อดินภายในฟาร์มเดียวกันจากการทดลองในอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรีที่มีบ่อลึกประมาณ 1.20-1.40 เมตร โดยทั้งบ่อดินและบ่อ PE. การใช้เครื่องให้อากาศเหมือนกัน และอัตราที่ปล่อยลูกกุ้งเท่ากันคือ 120,000 ตัว/ไร่ เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ 3-5 พีพีที มีข้อแตกต่างกันดังนี้

ภาพที่ 6.49 ภาพบ่อที่ปูด้วยโพลีเอททีลีน (PE.)
1. บ่อที่ปูด้วย PE. ในด้านอุณหภูมิน้ำที่ผิวน้ำและพื้นบ่อจะสูงกว่าบ่อดินประมาณ 0.5-1 องศาเซลเซียส ทุกวันจากการวัดอุณหภูมิตลอดทั้งปี
2. สีน้ำในบ่อ PE. จะเขียวเร็วกว่าบ่อดิน เพราะว่าบ่อ PE. ไม่มีตะกอน เมื่อไม่มีตะกอนแขวนลอยมาบังแสง อาหารที่เหลือก็จะเป็นปุ๋ยให้กับแพลงก์ตอน ทำให้แพลงก์ตอนเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว ในขณะที่บ่อดินมีตะกอนมากโอกาสที่จะเกิดน้ำเขียวจึงช้ากว่า เมื่อเลี้ยงไปนานๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูฝนหรือไม่ก็ตาม พบว่าบ่อดินมีตะกอนค่อนข้างมาก การเลี้ยงในช่วง 30-40 วันแรกจะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่ไม่มีความแตกต่างในด้านการเจริญเติบโตระหว่างบ่อดินและบ่อ PE. แต่ช่วงระหว่าง 50-100 วันพบว่าบ่อดินมีตะกอนค่อนข้างมาก น้ำจะขุ่นจนเหมือนโคลน กุ้งจะเครียดซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องการกินอาหารและการเจริญเติบโต ในขณะที่บ่อ PE. ไม่มีปัญหาดังกล่าว เมื่อนำดินพื้นบ่อไปวิเคราะห์จึงพบว่าเป็นดินเหนียวประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ มีดินทรายส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นดินตะกอน (Silt)ในฤดูฝนก็เช่นกันถ้ามีฝนตกมากดินจากขอบบ่อจะลงไปในบ่อทำให้มีตะกอนมาก เมื่อน้ำในบ่อดินเริ่มมีตะกอนมากในขณะที่บ่อ PE. ไม่มีเลยหรืออาจมีเล็กน้อยจากอาหารที่เหลือ รวมถึงซากแพลงก์ตอน สีน้ำส่วนใหญ่ในบ่อ PE. จะมีสีเขียวเหลือง เพราะฉะนั้นการเจริญเติบโตจะแตกต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเลี้ยงไปเรื่อยๆ การเลี้ยงในพื้นที่ความเค็มต่ำในภาคกลางจะไม่มีการถ่ายน้ำมาก เพราะถ้าถ่ายน้ำมากความเค็มก็จะหายไป ส่วนใหญ่เป็นการเติมมากกว่าแต่ก็มีการถ่ายน้ำเป็นครั้งคราว ตรงข้อนี้จะทำให้บ่อ PE. มีการเจริญเติบโตดีกว่าบ่อดิน

ภาพที่ 6.50 เปรียบเทียบสีน้ำในบ่อดิน (ซ้าย) และสีน้ำของบ่อโพลีเอททีลีน (PE.) (ขวา)
2. เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงใน 112 วันหลังจากจับกุ้งพบว่ามีความแตกต่างกันชัดเจน ในบ่อดินได้ผลผลิตประมาณ1,400-1,500 กิโลกรัม/ไร่ ในขณะที่บ่อ PE. ได้ผลผลิตประมาณ 1,700-1,800 กิโลกรัม/ไร่ ที่แตกต่างกันเนื่องจากการเจริญเติบโตของบ่อPE. ได้ขนาด 40 ตัว/กิโลกรัมหรือ 25 กรัม/ตัว ในขณะที่บ่อดินได้ขนาด 54 ตัว/กิโลกรัม ในด้านผลผลิตที่แตกต่างกันประมาณ 300กิโลกรัม/ไร่ ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 กุ้งขนาด 50 ตัว/กิโลกรัม ราคา 160-170 บาท ในขณะเดียวกันที่กุ้งขนาด 40 ตัว/กิโลกรัมราคา 210 บาท ถ้ามองในจุดนี้จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันในด้านจำนวนเงินค่อนข้างมากซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นในแต่ละรอบที่เลี้ยงไปมีความแตกต่างเท่านี้สำหรับบ่อ PE. ถือว่าคุ้ม แต่ในบ่อดินที่มีเปอร์เซ็นต์ดินเหนียวค่อนข้างสูง มีตะกอนน้อยสามารถถ่ายน้ำได้มากเช่นในภาคใต้ อาจไม่มีความจำเป็น แต่ถ้าต้องการเปรียบเทียบอาจจะลองปูเพียง 1 บ่อแล้วเลี้ยงเปรียบเทียบจะวิเคราะห์ได้ว่าคุ้มหรือไม่
ความแตกต่างของกุ้งที่เลี้ยงในบ่อปูด้วย PE. กับบ่อดินคือ กุ้งขาวในบ่อดินจะมีตะกอนมากน้ำขุ่นขาว กุ้งจะมีสีซีดขาวและบางตัวเครียดมีสีชมพู แต่กุ้งขาวในบ่อที่ปูด้วย PE. สีจะเข้มกว่า เมื่อนำไปต้มให้สุก สีของกุ้งจากบ่อปูด้วย PE. จะแดงเข้มสวยกว่า ความแตกต่างของสีแดงเปลือกกุ้ง น่าจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณแพลงก์ตอนในบ่อ ถ้าสีน้ำสวย สีกุ้งจะสวยสดกว่าบ่อที่น้ำขุ่น มีตะกอนมากและมีแพลงก์ตอนน้อย
ภาพที่ 6.51 กุ้งขาวที่ต้มสุก (ซ้าย) บ่อดิน และ บ่อ PE.
สภาพพื้นบ่อที่เหมาะสมต่อการปู PE. คือพื้นที่เป็นดินทรายมีการรั่วซึมสูง เพราะบ่อที่มีการรั่วซึมของน้ำสูงจะเลี้ยงกุ้งยาก โดยเฉพาะระบบปิดจะมีการเติมน้ำทดแทนส่วนที่ซึมและระเหยออกไป ยิ่งต้องสิ้นเปลืองในการเติมน้ำ การเลี้ยงจะไม่ค่อยได้ผลดี ดังนั้นบ่อที่ปู PE. ก็จะเป็นการป้องกันการรั่วซึมได้ดี สำหรับบ่อที่มีดินตะกอนมาก ในการเลี้ยงด้วยระบบปิดที่มีการเติมน้ำอย่างเดียวในช่วง 2 เดือนแรกโดยไม่มีการถ่ายน้ำ หลังจากเลี้ยงไปนานๆ เมื่อเปิดเครื่องให้อากาศเพื่อรักษาระดับออกซิเจนให้เพียงพอ พบว่าเกิดตะกอนมากทำให้กุ้งเครียดและกินอาหารน้อย โตช้า เพราะฉะนั้นในการแก้ปัญหาเมื่อปูด้วย PE. จะเห็นได้ชัดว่าสีน้ำจะดีมาก เนื่องจากตะกอนน้อยแม้ว่าฝนจะตกมากเท่าไรก็ตาม และสุดท้ายคือบ่อประเภทที่เป็นดินกรด (acid sulfate soil) ในพื้นที่บริเวณป่าชายเลน ดินที่เป็นกรดการจัดการเตรียมบ่อจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองเพราะต้องใช้วัสดุปูนในปริมาณมากเพื่อปรับพีเอชให้เหมาะสม และในระหว่างการเลี้ยงความเป็นกรดก็จะออกมาเรื่อยๆ จึงทำให้เป็นการสิ้นเปลืองวัสดุปูนมาก ในบางครั้งการเติมวัสดุปูนไม่เพียงพอจะทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้า ทำให้มีผลผลิตต่ำมาก สำหรับบ่อที่เป็นกรดจัดมีความเหมาะสมที่จะปูด้วย PE. จากที่กล่าวมาบ่อเลี้ยงทั้ง 3 แบบเห็นได้ว่ามีความเหมาะสมที่จะปูด้วย PE.
บ่อพักน้ำในฟาร์มกุ้ง ในบางครั้งต้องการเก็บกักน้ำที่มีความเค็มต่ำหรือน้ำจืดไว้เติมเมื่อจำเป็นต้องเลี้ยงผ่านหน้าแล้งหรือในช่วงที่อากาศร้อน ส่วนมากเกษตรกรจะเก็บน้ำฝนช่วงปลายปีได้มาก แต่เมื่อต้องเลี้ยงจริงๆ ในหน้าร้อนพบว่าน้ำที่เก็บไว้ในบ่อพักน้ำรั่วซึมไปมาก เนื่องจากคันบ่อไม่มีการอัดแน่นเพียงพอ ในบ่อพักน้ำที่มีขนาดใหญ่การปูด้วย PE. อาจจะสิ้นเปลือง แต่เมื่อปูด้วย PE. พบว่าสามารถเก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรั่วซึมน้อยอาจจะคุ้มค่า เพราะถ้าผลการเลี้ยงได้ผลดีเพราะมีน้ำจืดเติมระหว่างการเลี้ยง
สำหรับในพื้นที่เลี้ยงกุ้ง ถ้าพบว่าอัตราการรั่วซึมสูง รวมทั้งดินเป็นตะกอนมาก หรือเป็นกรดจัด ผลผลิตที่ได้อาจจะไม่ดีถึงแม้จะใช้ความรู้และวิชาการเต็มที่ก็ตาม ผลผลิตยังต่ำหรืออาจไม่คุ้มทุน การปู PE. ก็อาจจะแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการจะปูด้วย PE. ควรมีการตรวจสอบข้อมูล โดยไปดูฟาร์มที่มีการปู PE. ว่าผลการเลี้ยงเป็นอย่างไร และคุ้มค่าหรือไม่ก่อนตัดสินใจ
ในอนาคตอาจจะเห็นการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่นมีการปู PE. เช่นเดียวกับการเลี้ยงแบบพัฒนาในต่างประเทศมากขึ้น แต่ในกุ้งกุลาดำพบว่าการปูด้วย PE. อาจไม่จำเป็น เนื่องจากกุ้งกุลาดำต้องการพื้นบ่อเพื่อการฝังตัวสำหรับการลอกคราบ ดังนั้นความเหมาะสมของบ่อ PE. ควรใช้กับกุ้งขาวมากกว่า ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้หลายประเทศ บ่อเลี้ยงกุ้งขาวจะปูด้วย PE. ทั้งบ่อ เช่น ประเทศเปรู และ เอกวาดอร์ เป็นต้น ส่วนในทวีปเอเชียการเลี้ยงกุ้งขาวในประเทศจีนบางส่วนก็ปูพื้นบ่อด้วย PE. แต่ใช้ดินถมทับพื้น PE. หนาประมาณ 30 เซนติเมตร
โดยสรุปแล้ว การปูพื้นบ่อด้วย PE. ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ดังที่ได้อธิบายในรายละเอียดแล้ว